Enlighten III

นวัตกรรม PICOSECOND LASER ใหม่ล่าสุดของบริษัท CUTERA ประเทศสหรัฐอเมริกา

ที่ปล่อยแสงเลเซอร์ในระยะเวลา (pulse duration) 660 หรือ 750 พิโควินาที (picosecond) และยังสามารถตั้งค่าที่ 2 นาโนวินาที (nanosecond) อีกด้วย ทำให้เกิดปฏิกิริยาที่เรียกว่า photo-acoustic
เพื่อกำจัดเม็ดสีของรอยโรคหรือรอยสักที่ต้องการรักษาโดยไม่ก่อให้เกิดความร้อนขึ้นใต้ผิว ไม่ก่อให้เกิดแผลเป็นหรือต้องใช้ระยะเวลาพักฟื้นหลังเข้ารับการรักษา

Enlighten III

  • ใช้เพื่อรักษาความผิดปกติของเม็ดสี (Benign pigmented lesions) เช่น กระตื้น (Freckles), กระแดด (Solar lentigines), ปานโอตะ (nevus of Ota), กระลึก (Hori)
  • PICO Genesis global treatment ช่วยให้ผิวกระจ่างขึ้น สีผิวสม่ำเสมอขึ้น (Skin Revitalization) และรักษาฝ้า
  • MLA ช่วยปรับความเรียบเนียนของผิว (Texture), ลดเลือนริ้วรอย (Wrinkles), กระตุ้นการจัดเรียงตัวของคอลลาเจน (Collagen Remodeling), รักษาแผลเป็นหลุมสิว (Acne Scars) และ แผลเป็น (Traumatic Scars)
  • รักษารอยสักสีเข้ม (dark colored tattoo inks), รักษารอยสักสีอ่อน (lighter colored tattoo inks) รวมถึงรอยสักแดงและสีเหลือง (red and yellow inks)

ทำไมต้องทำการรักษาด้วยเครื่อง Enlighten III

  • ระยะเวลาในการปล่อยแสงเลเซอร์ของเครื่อง Enlighten III ในหน่วยพิโควินาที (picosecond) หรือนาโนวินาที (nanosecond) แล้วแต่ผู้ใช้เลือกเพื่อทำการรักษาทำให้เกิดปฏิกิริยาที่เรียกว่า photo-acoustic เพื่อกำจัดเม็ดสีของรอยโรคหรือรอยสักที่ต้องการรักษาโดยไม่ก่อให้เกิดความร้อนขึ้นใต้ผิวไม่ก่อให้เกิดแผลเป็นหรือต้องใช้ระยะเวลาพักฟื้นหลังเข้ารับการรักษา อีกทั้งระดับความเจ็บน้อย (2/10) จึงไม่จำเป็นต้องทายาชาหากต้องการทำการรักษาด้วย PICO Genesis global treatment และ MLA
  • ให้กำเนิดความยาวคลื่นถึง 532, 1064 และ 670 นาโนเมตร ครอบคลุมต่อการรักษาความผิดปกติของเม็ดสี, รอยสักทั้งสีอ่อนและสีเข้ม
  • ให้กำเนิด Beam Profile ของแสงเลเซอร์เท่ากันสม่ำเสมอทั่วทั้งพื้นที่ ลดการเกิดผลข้างเคียงของบริเวณที่ทำการรักษา เมื่อเทียบกับ PICOSECOND เครื่องอื่นๆ
  • PICO Genesis global treatment เห็นความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ครั้งแรกภายหลังเข้ารับการรักษาและใช้จำนวนครั้งในการรักษาน้อยกว่า Q-Switched Nd:Yag
  • การรักษาด้วยเครื่อง Enlighten III มีงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารทางการแพทย์ว่ามีประสิทธิภาพและให้ผลการรักษาที่ดี
 

คำแนะนำหลังทำการรักษาด้วย Enlighten III

หากทำการรักษาด้วย PICO Genesis global treatment และ MLA

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดจัด ๆ อย่างน้อย 2 – 4 สัปดาห์และแนะนำให้ทาครีมชุ่มชื้นและทาครีมกันแดดที่สามารถป้องกัน UVA/UVB SPF 30 ขึ้นไป
  2. หากทำการรักษาความผิดปกติของเม็ดสี (สีน้ำตาล/ดำ) รอยโรคจะมีสีเข้มขึ้นภายใน 24 – 48 ชั่วโมง
  3. - ห้ามแกะหรือเกาบริเวณที่ทำการรักษา
    - หากทำการรักษาบริเวณใบหน้า สะเก็ดจะหลุดลอกออกเองภายในเวลาประมาณ 1 สัปดาห์
    - หากทำการรักษาบริเวณลำตัว สะเก็ดจะหลุดลอกออกเองภายในเวลาประมาณ 2 – 3 สัปดาห์
  4. หลีกเลี่ยงความร้อน เช่น การแช่น้ำร้อน การเข้าซาวน่า เป็นต้นอย่างน้อย 1 – 2 วันหลังเข้ารับการรักษา
  5. หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่กระตุ้นให้เกิดการระคายเคือง เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ benzoyl peroxide, glycolic/salicylic acids, astringents เป็นต้น อย่างน้อย 2 – 3 วันหลังเข้ารับการรักษา

หากทำการรักษาลบรอยสัก

  • เป่าลมเย็นหรือประคบเย็นในบริเวณที่ทำการรักษาด้วย ice pack เพื่อให้คนไข้รู้สึกสบายขึ้นอย่างน้อย 15 นาที
  • ทายากลุ่ม [email protected] หรือทาวาสลีนและปิดทับด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ
  • ควรทำความสะอาดแผลและเปลี่ยนผ้าพันแผลวันละครั้งหรือหลังอาบน้ำในช่วง 3 วันแรกหลังเข้ารับการรักษา
  • ก่อนทำความสะอาดแผลควรล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด
  • แกะผ้าพันแผลอย่างระมัดระวัง และทำความสะอาดผิวบริเวณที่ทำการรักษาด้วยสบู่และน้ำสะอาดจากนั้นซับให้แห้งด้วยผ้าสะอาด
  • ทาเคลือบผิวด้วยยากลุ่ม [email protected] หรือทาวาสลีน จากนั้นปิดทับด้วยผ้าพันแผลหรือใช้ non-stick gauze ปิดแผล โดยต้องระวังไม่พันแน่นจนเกินไป
  • ระวังไม่ให้มีการกระแทกหรือยืดผิวบริเวณที่ทำการรักษา
  • สะเก็ดจะหลุดลอกภายในเวลา 7 – 14 วันและไม่แคะ แกะ เกา หรือถูสะเก็ด

Enlighten III ควรทำการรักษาบ่อยแค่ไหน

  • ระยะห่างในการทำการรักษาฝ้า :
  • - โดยทั่วไปแนะนำทำการรักษาห่างกัน 2– 4 สัปดาห์

  • ผู้เข้ารับการรักษาควรเข้าใจว่าการรักษาฝ้านั้นต้องทำอย่างต่อเนื่อง
  • การรักษาเพื่อผิวกระจ่างใส
  • - โดยทั่วไปแนะนำทำการรักษาห่างกัน 4-6 สัปดาห์

  • ระยะห่างในการลบรอยสักแนะนำให้ทำการรักษาห่างกัน 6 – 8 สัปดาห์
  • - ไม่แนะนำให้ทำการรักษาหากพบว่าผิวในบริเวณที่ต้องการทำการรักษายังฟื้นตัวไม่เต็มที่จากการรักษาครั้งก่อน

    - สำหรับการรักษาครั้งหลัง ๆ แนะนำให้เว้นระยะห่างของการรักษาให้นานขึ้นเพื่อให้มีการตอบสนองที่ดียิ่งขึ้น

    - การเว้นระยะการทำการรักษาที่นานขึ้นจะช่วยให้สามารถลดจำนวนครั้งของการรักษาลง

    - หากใช้ค่าพลังงานสูง จะใช้จำนวนครั้งในการทำการรักษาน้อยลง